วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อยากกินชีสเค้ก [Week 5 : เรื่องราวที่นักเรียนสนใจ (2) ]

ค้ก เค้ก เค้ก 
         เค้กก็มีอยู่หลายประเภท มีให้เลือกทานก็หลากหลาย จะบราวนี่ หน้านิ่ม หรืออะไรอีกเยอะแยะสารพัด เอาจริงๆส่วนใหญ่ก็คงจะซื้อกินกัน จะให้มาทำำำเองก็คงไม่ค่อยมีเวลา แต่ถึงมีเวลามันก็ยากเกินกว่าจะทำำไหวจริงๆอ่ะ ก็เรามันไม่เซียนนี่หน่าา แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ข้าอยากกินชีสเค้กจังท่าน เอ้าไปซื้อครับไปซื้อ ปกติก็ซื้อกิน ก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับมันมากหรอก เห็นว่าน่ากินก็ซื้อกินนะครับ วันนี้ก็มารู้สักหน่อยละกัน เผื่อรู้แล้วเอ้อออออมันเป็นอย่างนี้นี่เอง เอ้าวิธีการทำำก็ไม่ยากอย่างที่คิดนี่หน่าา ลองทำำสักหน่อยดีกว่าอะไรแบบนี้


 เอ้ามารู้จักกับชีสเค้กกันหน่อย...


ชีสเค้ก ก็เป็นเค้กประเภทหนึ่งซึ่งค่อนข้างนิยมแพร่หลาย เพราะเนื้อที่เนียนนุ่มละมุนลิ้น มีรสชาติเปรียวๆหวานๆที่ผสมกันอย่างลงตัว และความหอมมันของชีสที่เป็นส่วนประกอบหลัก ขั้นตอนการทำำก็ค่อนข้างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเค้กชนิดอื่น แค่ต้องรอเวลาให้เค้กเซ็ตตัวในตู้เย็นเพื่อเนื้อเค้กจะได้ฉ่ำและอร่อยมากขึ้น


     ชีสเค้ก แบ่งได้ 2 ประเภท ตามวิธีการทำำ ได้แก่...
·       ชีสเค้กแบบอบ 
·       ชีสเค้กแบบแช่เย็น (ไม่อบ)



 ชีสเค้กแบบอบ
      ชีสเค้กแบบอบจะมีเนื้อสัมผัสที่แน่นและเนียน ด้วยโครงสร้างของแป้งเป็นหลัก ทำำให้เค้กอยู่ตัวได้นอกตู้เย็นโดยไม่ต้องกลัวละลายมากเท่าชีสเค้กแบบไม่อบ


วิธีการทำำชีสเค้กแบบอบ  คือ การตีครีมชีสให้เนียนที่สุด ระหว่างการตีครีมชีสจนขึ้นฟู ต้องหมั่นปาดก้นอ่างของเครื่องตี เพราะครีมชีสมักเป็นเม็ดไม่แตกตัว เมื่อตีครีมชีสจนขึ้นฟูแล้วจึงใส่ส่วนผสมอื่นๆ เช่น น้ำตาลทราย แป้งข้าวโพด วิปปิ้งครีม ฯลฯ แล้วนำำไปใส่ในตัวครัสต์ก่อนจะนำำเข้าไปอบ โดยส่วนใหญ่จะอบด้วยอุณหภูมิประมาณ 170 องศาเซลเซียส ใช้เวลา50-60 นาที และเมื่ออบเสร็จแล้ว ให้ทิ้งไว้ในเตา 4 ชั๋วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้หน้าเค้กยุบ หลังจากนั้นควรนำำชีสเค้กไปพักไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาอย่างน้อย 1 คืน แล้วจึงค่อยแกะออกจากพิมพ์


Tip
- ก่อนจะใช้ครีมชีส ควรนำำออกจากตู้เย็นมาวางไว้ในอุณหภูมิห้องก่อน เพื่อให้ชีสนุ่มก่อน
- อุณหภูมิในการอบส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 160-200 องศาเซลเซียส ไม่แนะนำำให้อบด้วยอุณหภูมิสูงเกินไป เพราะจะทำำให้ขนมไหม้ และหน้าของขนมแตกก่อนจะสุก
- การอบชีสเค้กจึงควรใช้วิธีหล่อน้ำ (Water Bath) คือใช้ฟลอยด์ห่อพิมพ์เค้ก และวางตัวพิมพ์บนถาดน้ำ เพราะไอน้ำจะช่วยกระจายความร้อนอย่างทั่วถึง และเพิ่มความชื้นในเตาอบ ทำำให้เนื้อเค้กสุกอย่างสม่ำเสมอและไม่แห้ง และสิ่งสำำคัญควรใส่น้ำรอไว้ให้ร้อนก่อนเพื่อจะไม่ทำำอุณหภูมิในเตาลดลงขณะนำขนมเข้าอบ ที่สำคัญคือตอนหุ้มพิมพ์เค้กต้องหุ้มให้มิดชิด ไม่ให้น้ำเข้าได้




ชีสเค้กแบบไม่อบ
   ชีสเค้กแบบไม่อบ จะมีโครงสร้างเค้กคือใช้เจลาตินเป็นหลัก ทำำให้เนื้อเบากว่าแบบอบ ทานง่ายกว่า มีความชุ่มฉ่ำ แต่มีข้อเสียคือต้องเก็บไว้ในตู้เย็นตลอดเวลา และควรรับประทานขณะเย็นจะได้รสชาติที่ดีที่สุด 



มีวิธีการทำำคล้ายกับมูส คือ จะทำำให้นุ่มด้วยการตีวิปปิ้งครีมให้ขึ้นฟู เบา และส่วนใหญ่จะใช้ไข่แดง โดยมีวิธีการอยู่ 2 แบบ คือ การใช้น้ำเชื่อมร้อนเทใส่ในครีมไข่แดงแล้วรีบคนเร็วๆ หรือการนำำส่วนผสมไข่แดงไปตุ๋นและจะมีเจลาตินเป็นส่วนประกอบสำำคัญที่จะทำำให้ชีสเค้กแบบแช่เย็นอยู่ตัว แต่ถ้าใส่มากเกินไปจะทำำให้เนื้อเค้กหนืดไม่น่ารับประทาน


Tip
- วิปปิ้งครีมที่ใช้ควรตีให้ขึ้นปานกลาง หรือขึ้นน้อยกว่าการนำำไปแต่งหน้าเค้ก เพราะถ้าตีฟูมากเกินไปจะทำำให้วิปปิ้งครีมแตกตัวขณะผสมกับส่วนผสมไข่แดง
- การตีวิปปิ้งครีมไม่ให้ฟูมากเกินไป ป้องกันได้ด้วยการนำำอ่างที่ตีรองด้วยน้ำแข็ง และวิปปิ้งครีมที่ใช้ควรแช่เย็นไว้ก่อน
- ถ้าในสูตรใช้ไข่แดงปริมาณน้อย ควรใช้อ่างผสมแบบแคบ หรือก้นลึกเพื่อคนส่วนผสมได้ทั่วถึง








      ตามนั้นนะครับ ใครสู้ไหวก็เอา ใครทำำได้ก็ลองหน่อย คนชอบจริงๆมันไม่ยากเกินใจหรอก เราก็มีเพื่อนคนนึงนะ ทำำขนมเก่งอ่ะ บราวนงบราวนี่ ค้งเค้ก อะไรแบบนี้ อยากทำำได้บ้างนะแต่พี่ไม่สามารถ แต่สักวันแหละร้านเบเกอร์รี่ต้องเป็นของข้าาา 555555 ก็ขอให้เพื่อนๆโชคดี หรรษากับชีสเค้กนะครับผมมม
.
.
.
.



สุดท้ายเราก็มีคลิปการทำำชีสเค้กง่ายๆมาฝาก ง่ายไม่ง่ายก็ลองดูกันน้า

      ชีสเค้กหน้าราสเบอร์รี่ วิธีนี้จะเป็นแบบอบนะ แต่รับรองว่าวิธีการไม่ยุ่งยาก และออกมาน่าทานสุดๆ


.
.
.



    ส่วนคลิปนี้ สตรอว์เบอร์รี่ชีสเค้กกกก เป็นแบบไม่อบ เราดูแล้วมันก็ไม่ยาก ไม่ต้้องใช้เตาอบด้วย น่าจะสะดวกกว่าวิธีแบบอบนะ  เห็นแล้วอยากจะทำำตอนนี้เลยยย  



 จากทั้งสองคลิป การทำำชีสเค้กไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเลย เราว่ามันไม่ยากเลยนะ แต่ก็ต้องมีอุปกรณ์กันหน่อย น่าสนใจละสิท่า น่าทานมากๆด้วยล่ะครับ5555 ยังไงก็ลองทำำกันดูนะครับ แหม่ อยากกินจังเลยฮะ ยะฮู้ววววววววววววววว





อ้างอิง :
http://www.specialfood.co.th/item/236
http://www.chocolatemoosey.com/wp-content/uploads/2012/06/IMG_6703-1024x682.jpg

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

week 4 : โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ (C Language)


     โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ (C Language)


      มาทำความรู้จักกับโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์กันก่อนดีกว่า..

ภาษาคอมพิวเตอร์ (Computer Programming language)

        ภาษาคอมพิวเตอร์ เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อควบคุมและสั่งงานให้เครื่องทำงานตามคำสั่งเพื่อให้ผลลัพธ์ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ซึ่งในปัจจุบัน ภาษาคอมพิวเตอร์ได้มีผู้พัฒนาออกมาหลากหลายภาษา ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องทำความเข้าใจถึงหลักการเขียนรูปแบบโครงสร้างคำสั่งขอภาษานั้นๆ โดยภาษาคอมพิวเตอร์แบ่งออกได้เป็น 5 ระดับ คือ


         1. ภาษาเครื่อง (Machine Language)  จัดเป็นภาษาระดับต่ำสุด มันเป็นภาษาเดียวที่เครื่องสามารถปฏิบัติงานตามคำสั่งได้ทันทีโดยไม่ต้องมีตัวแปลภาษาอื่นเข้ามาช่วย คำสั่งของภาษาเครื่องจะใช้เลขฐานสองแทนข้อมูล และคำสั่งต่างๆ ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือหน่วยประมวลผลที่ใช้ นั่นคือแต่ละเครื่องก็จะมีรูปแบบของคำสั่งเฉพาะของตนเอง ซึ่งนักคำนวณและนักเขียนโปรแกรมในสมัยก่อนต้องรู้จักวิธีที่จะรวมตัวเลขเพื่อแทนคำสั่งต่างๆ ทำให้การเขียนโปรแกรมยุ่งยากมาก



         2. ภาษาระดับต่ำ (Low level language) เนื่องจากภาษาเครื่องยากแก่การทำความเข้าใจและประยุกต์ใช่งาน จึงมีผู้พัฒนารหัสและสัญลักษณ์มาแทนตัวเลข 0 กับ 1 โดยใช้อักขระในภาษาอังกฤษมามีส่วนร่วมในการสั่งงาน ทำให้สั่งงานได้ง่ายขึ้นแต่ก็ยังยากสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษาโปรแกรม ซึ่งได้แก่ ภาษาแอสเซมบลี ( Assembly language ) โดยใช้รหัสเป็นคำแทนคำสั่งภาษาเครื่อง ทำให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น และแม้ว่าจะเป็นภาษาที่ใกล้เคียงภาษาเครื่องแต่ละโปรแกรมภาษาแอสเซมบลีต้องใช้ แอสเซมบลี ( Assembly ) แปลภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่อง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการอีกทอดหนึ่ง


         3. ภาษาระดับสูง (High level Language) จะใช้คำในภาษาอังกฤษแทนคำสั่งต่างๆ ซึ่งผู้อ่านสามารถเข้าใจความหมายได้ทันที รวมทั้งสามารถใช้นิพจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ด้วย ภาษาระดับสูงมีหลายภาษา เช่น ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN) ภาษาโคบอล (COBOL) ภาษาปาสคาล (Pascal) ภาษาเบสิก(BASIC) ภาษาวิชวลเบสิก (Visual Basic) ภาษาซี (C) และภาษาจาวา (Java) เป็นต้น โปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงแต่ละภาษาจะต้องมีโปรแกรมที่ทำหน้าที่แปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง คำสั่งหนึ่งคำสั่งในภาษาระดับสูงจะถูกแปลเป็นภาษาเครื่องหลายคำสั่ง


         4. ภาษาระดับสูงมาก (Very High-level Language) หรือ ภาษาโปรแกรมยุคที่ 4 เป็นภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมได้สั้นกว่าภาษายุคก่อนๆ จัดเป็นภาษาไร้กระบวนคำสั่ง หมายความว่าผู้ใช้แค่บอกว่าให้คอมพิวเตอร์ทำอะไร โดยไม่ต้องบอกคอมพิวเตอร์ว่าสิ่งนั้นทำอย่างไร เรียกว่าเป็นภาษาเชิงผลลัพธ์ คือเน้นว่าทำอะไร ไม่ใช่ทำอย่างไร ดังนั้นจึงเป็นภาษาโปรแกรมที่เขียนได้ง่ายและรวดเร็ว


        5.ภาษาธรรมชาติ (Nature language) หรือ ภาษาโปรแกรมยุคที่ 5 จะคล้ายกับภาษาพูดตามธรรมชาติของคน การเขียนโปรแกรมง่ายที่สุด คือการเขียนคำพูดของเราเองว่าเราต้องการอะไร ไม่ต้องใช้คำสั่งงานใดๆ เลย


ในทีนี่เราจะมากล่าวถึงโปรแกรมภาษาซี ...




ภาษาซี เป็นภาษาที่นิยมใช้ในการเขียนโปรแกรมมาก เป็นภาษาระดับสูงที่มีประสิทธิภาพในการทำงานใกล้เคียงกับภาษาแอสแซมเบลอร์ เริ่มแรกการพัฒนาภาษาซีใช้เพื่อเขียนซอฟต์แวร์ระบบ แต่ปัจจุบัน สามารถใช้ในงานด้านต่าง ๆ มากมาย เช่น ระบบการจัดการฐานข้อมูล โปรแกรมทางธุรกิจ โปรแกรมสำเร็จรูป และสามารถสร้างกราฟิกได้ ข้อดีของภาษานี้ คือ ทำงานได้เร็วมากเมื่อเทียบกับภาษาอื่นๆ สามารถทำงานได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างประเภท โดยมีการคอมไพล์ใหม่ แต่ไม่ต้องแก้ไขโปรแกรมอย่างใด ส่วนข้อเสีย คือ ยากที่จะเรียนรู้มากกว่าภาษาอื่น เนื่องจากลักษณะคำสั่งไม่มีรูปแบบที่แน่นอน และตรวจสอบโปรแกรมได้ยาก ไม่เหมาะจะใช้สร้างโปรแกรมที่ต้องมีการออกรายงานที่มีรูปแบบที่ซับซ้อนมาก ๆ


ประวัติโดยย่อของภาษาซี

         ภาษาซีพัฒนาขึ้นมาในปี ค.ศ. 1970 โดย เดนนิส ริชชี ( Dennis Ritchie ) แห่ง Bell Telephone Laboratories, Inc. (ปัจจุบันคือ AT&T Bell Laboratories ) ซึ่งภาษาซีนั้นมีต้นกำเนิดมาจากภาษา 2 ภาษาคือ ภาษา BCPL คิดค้นโดย มาร์ติน ริชาร์ด (Martin Richard) และภาษา B คิดค้นโดย เคน ทอมป์สัน (Ken Thompson) ซึ่งภาษาทั้งสองต่างก็เป็นภาษาที่พัฒนาขึ้นมาใน Bell Laboratories เช่นกัน เมื่อมีการศึกษาภาษาบีอย่างละเอียดได้พบข้อบกพร่องต่างๆ ของภาษาบี จึงได้มีการพัฒนารูปแบบภาษาบีขึ้นใหม่ให้มีหลักการทำงานที่ดีกว่าเดิม และใช้ชื่อใหม่ว่า ภาษาซี (C language)

         ภาษาซีนั้นถูกใช้งานอยู่เพียงใน Bell Laboratories จนกระทั่งปี ค.ศ. 1978 ไบรอัน เคอร์นิแฮม ( Brian Kernigham ) และริชชี ( Ritchie ) ได้จัดพิมพ์หนังสือชื่อว่า “C Programming Language” ทำให้เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ “K&R C” หลังจากที่ตีพิมพ์ข้อกำหนดของ K&R นักคอมพิวเตอร์มืออาชีพรู้สึกประทับใจกับคุณสมบัติที่สนใจของภาษาซี และเริ่มส่งเสริมการใช้งานภาษาซีมากขึ้นในกลางปี ค.ศ. 1980 ภาษาซีก็กลายเป็นภาษาที่ได้รับความนิยมโดยทั่วไปมีการพัฒนาตัวแปลโปรแกรมพัฒนาโปรแกรมเชิงพาณิชย์เป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นโปรแกรมเชิงพาณิชย์ที่เคยพัฒนาขึ้นมาโดยใช้ภาษาอื่น ก็ถูกเขียนขึ้นใหม่โดยใช้ภาษาซี เนื่องจากความต้องการใช้ ความได้เปรียบทางด้านประสิทธิภาพและความสามารถในการเคลื่อนย้ายได้ของภาษาซี ตัวแปลโปรแกรมภาษาซีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาในเชิงพาณิชย์นั้น จะมีความแตกต่างกับข้อกำหนดของ Kernigham และ Ritchie อยู่บ้าง จากจุดนี้เองทำให้เกิดความไม่เข้ากันระหว่างตัวแปลโปรแกรมภาษาซีซึ่งก็ทำให้สูญเสียคุณสมบัติการเคลื่อนย้ายได้ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของภาษา

         ดังนั้นสถาบันมาตรฐานแห่งชาติอเมริกา (American National Standard Institute) หรือแอนซี ( ANSI ) จึงเริ่มจัดทำมาตรฐานนี้บรรจุไว้ในปี ค.ศ. 1990




คุณสมบัติของภาษาซี

         - เป็นภาษาที่มีลักษณะเป็นโครสร้างจึงเขียนโปรแกรมง่าย โปรแกรมที่เขียนขึ้นจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง สั่งงานคอมพิวเตอร์ได้รวดเร็วกว่าภาษาระดับสูงอื่นๆ

         - สั่งงานอุปกรณ์ในระดับคอมพิวเตอร์ได้เกือบทุกส่วนของฮาร์ดแวร์ซึ่งภาษาระดับสูงภาษาอื่นทำงานดังกล่าวได้น้อยกว่า

         - คอมไพเลอร์ภาษาซีทุกโปรแกรมในท้องตลาดจะทำงานอ้างอิง มาตรฐาน (ANSI = Ameri-can National Standard's Institute) เกือบทั้งหมด จึงทำให้โปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาซีสามารถนำไปใช้กับคอมพิวเตอร์ได้ทุกรุ่นที่มาตรฐาน ANSI รับรอง

         -โปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาซีสามารถนำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ซีพียูต่างต่างเบอร์กันได้หรือกล่าวได้ว่าโปรแกรมมีความยืดหยุด (Provability) สูง

         - สามารถนำภาษาซีไปใช้ในการเขียนโปรแกรมประยุกต์ได้หลายระดับ เช่น เขียนโปรแกรมจัดระบบงาน (OS) คอมไพเลอร์ของภาษาอื่น โปรแกรมสื่อสารข้อมูล โปรแกรมจัดฐานข้อมูลโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI = Artificial Intelligent) รวมทั้งโปรแกรมคำนวณงานทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น

         - มีโปรแกรมช่วย (Tool Box) ที่ช่วยในการเขียนโปรแกรมมาก และราคาไม่แพงหาซื้อได้ง่าย เช่น Turbo C, Borland C เป็นต้น

         - สามารถประกาศข้อมูลได้หลายชนิดและหลายรูปแบบ ทำให้สะดวกรวดเร็วต่อการพัฒนาโปรแกรมตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้

         - ประยุกต์ใช้ในงานสื่อสารข้อมูลและงานควบคุมที่ต้องการความแม่นยำในเรื่องเวลา (Real Time Application) ได้กล่าวว่าภาษาระดับสูงอื่นๆ หลายๆ ภาษา

         - สามารถเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (OOP = Object Oriented Programming) ได้ หากใช้ภาษาซีรุ่น Turbo C++ ขึ้นไป ทำให้สามารถพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เพื่อใช้งานได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม







โครงสร้างภาษาซี

         การเขียนโปรแกรมภาษาซีจะต้องเขียนด้วยอักษรภาษาอังกฤษตัวพิพม์เล็กเสมอ และเมื่อจบประโยคคำสั่งแต่ละคำสั่ง จะใช้เครื่องหมายเซมิโคลอน ( ; ) ในการคั่นคำสั่งแต่ละคำสั่ง มีโครงสร้าง
ส่วนประกอบของโปรแกรมภาษาซีอาจแบ่งออกได้ดังต่อไปนี้

         1.ส่วนหัวโปรแกรม (Head File ) หรือคอมไพเลอร์ไดเรกทีฟ ( Compiler Directive) เป็นส่วนของโปรแกรมที่ใช้สำหรับเป็นตัวบอกคอมไพเลอร์ว่าให้รวมไฟล์ต่างๆ ที่กำหนดไว้ในส่วนนี้กับตัวโปรแกรมที่เขียนขึ้น โดยต้องเขียนตามรูปแบบที่กำหนดไว้ดังนี้


#include <library>


        เช่น

  #include <stdio.h>

  #include <conio.h>

  เป็นต้น

       ซึ่งถ้าผู้เขียนโปรแกรมอยากรู้ว่าไลบรารี่ที่เรียกให้ใช้งานมีฟังก์ชั่นหรือโพซีเยอร์ใดๆ ให้ใช้งานใดบ้าง เพียงแค่นำเคอร์เซอร์ไปกระพริบให้ตรงกับชื่อของไลบรารี่นั่นแล้ว กด ctrl+f1 ก็จะสามารถดู Help ทั้งหมดไลบรารี่นั้นๆ ได้


        2.ฟังก์ชั่นหลัก ( main Function ) หรือโปรแกรมหลัก ( Main Program ) เป็นส่วนที่ผู้เขียนต้องเขียนขึ้นเองโดยนำเอาคำสั่งหรือฟังก์ชันมาตรฐานต่างๆ มาเรียบเรียงกันขึ้นเป็นโปรแกรมเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ประมวลผล โดยมีโครงสร้างดังนี้

Main()
{
}

Main เป็นฟังก์ชันหลักของโปรแกรม

() ภายในวงเล็บจะเป็นการกำหนดค่าพารามิเตอร์ที่ต้องส่งผ่านไปทำงานยังฟังก์ชันอื่นๆ ถ้าไม่มีการใส่ค่าแสดงว่าไม่ต้องการมีค่าพารามิเตอร์

{ - } ซึ่งภายในเครื่องหมายปีกกาประกอบด้วยคำสั่งต่างๆ ดังนี้

•  ส่วนของการประกาศตัวแปร (Declaration)

•  ส่วนนำข้อมูล (Input)]

•  ส่วนกำหนดค่า / หรือคำนวณ (Assignment or Computation)

•  ส่วนแสดงผลลัพธ์ (Output)

        การหมายเหตุ หรือ Comment เพื่อใช้หมายเหตุหรืออธิบายรายละเอียดของโปรแกรมสามารถเขียนได้ดังนี้

/*ข้อความ*/ คำอธิบายโปรแกรม ใช้ในการอธิบายความหมายของคำสั่งหรือสิ่งที่ต้องการเขียนไว้กันลืมจะไม่มีผลใดๆ กับโปรแกรม แต่การเขียนจะต้องเริ่มต้นด้วยเครื่องหมาย /* และจบด้วยด้วยเครื่องหมาย */



        3. ฟังก์ชันย่อย (Sub Function) หรือโปรแกรมย่อย (Sub Program) เป็นส่วนที่ผู้เขียนต้องเขียนขึ้นเอง โดยเอาคำสั่งหรือฟังก์ชันมาตรฐานต่างๆ มาเรียบเรียงกันเพื่อให้โปรแกรมหลักหรือฟังก์ชันอื่นๆ สามารถเรียกเพื่อประมวลผลโดยสามารถส่งผ่านค่าพารามอเตอร์ (Pass by Parameter) หรือไม่ผ่านค่าพารามิเตอร์ (Non-Parameter) โดยมีโครงสร้างดังนี้

ชื่อฟังก์ชัน()
{
}



      แนะนำการเขียนโปรแกรมภาษาซี C Programming










อ้างอิง
http://www.tice.ac.th/division/website_c/about/page2.htm
https://sites.google.com/site/programcomputer56/home/phasa-khxmphiwtexr
https://umaponblog.files.wordpress.com/2012/09/c_programming_language12.jpg
https://kroobee.wordpress.com/2010/09/16/







วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558

week 3 : Social Network กับนักเรียนและสังคมไทย

                       

Social Network กับนักเรียนและสังคมไทย





        ก่อนอื่นต้องขอทักทายกันหน่อย สวัสดีค่าาาาา นี่ก็สัปดาห์ที่3แล้ว หัวข้อของเราในวันนี้ก็เด่นหราให้เห็นกันอยู่ Social Network กับนักเรียนและสังคมไทย ก็ไหนๆก็ไหนๆแล้วทักทายกันเสร้จเรียบร้อยก็เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า



        ปฏิเสธไม่ได้และไม่ขอปฏฺิเสธว่าทุกวันนี้ไม่มีวันไหนที่ไม่ได้แตะต้อง ยุ่งเกี่ยว พัวพัน แวะเวียน เอ่อออ?  Social Networkเลย เชื่อว่าเพื่อนๆคนอื่นก็เป็นเหมือนกัน อย่างที่ตอนนี่ที่เพื่อนๆอ่านกันอยู่ เราก็กำลังใช้มันอยู่ใช่ไหมล่าา เอ๊ะเอ๋! ถ้าคิดอย่างนั้นก็พลาดแล้ว เข้าใจอะไรกันผิดหรือเปล่า เว็บBlogger แบบนี้เราไม่ได้จัดเป็น  Social Network นะ จริงๆมันเป็น Social Media ที่อยู่ในประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ เอ้าสงสัยกันไหม อะไรมา  Social Network มา Social Media งั้นเรามาทำความรู้จัก  Social Network และ Social media ให้เป็นความรู้เล็กๆน้อยๆประดับตัวกันหน่อยดีกว่า



        ก่อนอื่นเลยอย่างที่เรารู้ๆกัน  Social Network หรือที่เรารู้จักกันในนาม สังคมออนไลน์ (เครือข่ายสังคม) มันก็คือเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกัน ผ่านInternet ซึ่งจะเป็นเว็บไซต์ที่ช่วยให้เราหาเพื่อนบนโลกอินเตอร์เน็ตได้ง่ายๆ ในบริการของเครือข่ายสังคม ก็จะมีพวก การแชท ส่งข้อความ ส่งอีเมลล์ วีดิโอ เพลง อัปโหลดรูป บล็อก อะไรประมาณนี้


      แล้ว Social Media ล่ะ สรุปมันต่างกันก็ยังไง?
      .
      .
      .
      .




        Social หมายถึง "สังคม" ซึ่งในที่นี้ก็จะหมายถึง สังคมออนไลน์นั่นเอง ส่วน Media หมายถึง "สื่อ" ซึ่งในที่นี้ก็จะหมายถึงสื่อในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาพ เสียง วีดิโอ ข้อความ
       
        ดังนั้น Social Media ก็น่าจะหมายความว่า สื่อสังคมออนไลน์ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน โดยใช้สื่อต่างๆ เป็นตัวแทนในการสนทนา ซึ่ง Social Media มันก็แบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น
   ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ (Publish) ที่มี Wikipedia, Blogger เป็นต้น,

   ประเภทสื่อแลกเปลี่ยน (Share) ที่มี YouTube, Flickr, SlideShare เป็นต้น,

   ประเภทสื่อสนทนา (Discuss) ที่มี MSN, Skype, Google Talk เป็นต้น และยังมีอีกหลายประเภท


   โดยอีกประเภทของ Social Media ที่สร้างความสับสนให้บ้าง ก็คือ ประเภทเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่า Social Network ที่มี Facebook, LinkedIn, Google+ เป็นต้น

        สรุปก็คือ Social Network เป็นส่วนหนึ่งของ Social Media ถ้าจะพูดรวมสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหมด เราก็จะใช้คำว่า Social Media แต่ถ้าจะเน้นเฉพาะเครือข่ายสังคมออนไลน์ เราก็จะใช้คำว่า Social Network อะไรประมาณนี้แหละ




    สำหรับเรานะ Social Network ก็ค่อนข้างมีบทบาทพอสมควรเลยอ่ะ ไม่รู้ดิ เชื่อว่าหลายคนก็เป็น ที่เราใช้ประจำเลยก้็คงจะเป็น Facebook คืออย่างอื่นเราก็ไม่ได้ใช้อะไรมาก Facebook นี่บ่อยสุดแล้ว ใช้คำว่าบ่อยได้มั้ย คือเอาจริงๆมันก็ทุกวัน ใช้คุยกับเพื่อนบ้าง รับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ซึ่งมันก็ค่อนข้างสะดวกและเข้าถึงง่าย สังคมออนไลน์ก็จะแบบให้เราหาเพื่อนในอินเตอร์เน็ตได้ง่ายๆใช่ป้ะ เหมือนเป็นโลกอีกโลกหนึ่ง แต่สำหรับเราที่คุยๆกันจะเป็นเพื่อนๆที่รู้จักกันอยู่แล้วมากกว่า อันนี้มันก็แล้วแต่คนใช้


   
     แล้วกับสังคมไทยล่ะ?
     เราว่ามันมีบทบาทมากเลยอ่ะ บางคนนี่เล่นทุกอย่าง ผ่านทุกแอพ แวะทุกเว็บ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ หรือไร้สาระนะ คือส่วนใหญ่ก็ใช้คุยกับเพื่อน อัพรูปนู่นนี่ รับข่าวสงข่าวสาร บลาๆก็จริง แต่เห็นอย่างนี้มันก็สร้างรายได้ได้นะ ซึ่งเราก็เห็นร้านค้าหลายร้านเลยที่เปิดผ่านทางอินเตอร์เน็ต ก็จะเห็นกันในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเปิดแบบเป็นเว็บไซต์เลย ร้านค้าในinstagram  แม้กระทั่งในFacebookก็มีให้เห็นนะ ไม่น้อยเลยอ่ะ นี่ก็ถือว่าใช้ให้เป็นประโยชน์อีกทางหนึ่ง แต่นอกจากประโยชน์มันก็สร้างปัญหาให้กับสังคมไทยไม่น้อยเลยเหมือนกัน ก็เพราะมีคนที่ใช้นำไปใช้ทางทีผิด ซึ่งเราก็เคยได้จากข่าวหลายๆข่าว  คือถ้าเราใช้ให้ถูก ใช้อย่างพอเหมาะ ใช้อย่างเหมาะสมมันก็เป็นประโยชน์ได้




    แต่ถ้าแบบเอาเวลาทั้งหมดอยู่แต่กับพวกนี้ มันก็ไม่ไหวนะ คือสังคมออนไลน์นี่มันก็เหมือนเป็นโลกอีกโลกนึง เป็นสังคมอีกสังคมนึง ซึ่งในปัจจุบันหลายคนก็ยึดติดกับมันมากไป เราใช้เวลากับมันค่อนข้างมาก จนบางทีมันก็มากเกินไป อย่าปล่อยให้ตัวเองหลุดเข้าไปในโลกนั้นนะ ลองมองรอบตัวดีๆดิ อยู่กับโลกความจริงบ้าง ถึงบางครั้งแบบเราอาจจะเจออุปสรรคในการใช้ชีวิต มันอาจจะดูโหดร้าย แต่เราก็ต้องยอมรับและผ่านมันไปให้ได้ป้ะ คงไม่มีใครเลือกที่จะแก้ไขโดยการเลี่ยง แลัวเลือกที่จะจมปลักกับสังคมในนั้นหรอกนะ บ่นอะไรรรร ไม่เกี่ยววป้ะล่าาาา บายยยยยยยยยยยยยส์


...................... 


















อ้างอิง :

http://crnfe2013.blogspot.com/2013/05/12-social-network.html
http://pbs.twimg.com/media/BFIn7A0CMAEb58j.jpg:large
http://garethcase.com/casefiles/2013/04/Social-Media.png
http://thenextweb.com/wp-content/blogs.dir/1/files/2013/11/social-network-links.jpg
http://www.prachachat.net/online/2014/03/13944540231394454140l.jpg
http://www.oknation.net/blog/home/user_data/file_data/201209/20/62383aa48.jpg
https://encrypted-tbn1.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTJYHSKjQsKAMSdm7KyS0suEBO9OJeTFIpHd3K9lrBjoNd4XCy13w



วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

NORTHSIDE [Week 2 : เรื่องราวที่นักเรียนสนใจ(1)]



ฮัลลโล่ววววววววววววัยรุ่นนนนนนนนนนนนนนน
  จะยังไงกันดีล่ะ ขึ้นชื่อว่ามายเมธาวินีสาระดีๆคงไม่มีให้ อู้ยยย ปีนี้เพื่อนๆก็คงจะเตรียมตัวสอบกันให้วุ่น หลายๆคนก็เตรียมสอบตรงบ้าง หรืออาจจะรอแอดมินชั่นเลย เพื่อนๆก็คงจะเครียดกันน่าดู ถ้าผ่านช่วงนี้ไปเชื่อว่าหลายๆคนคงจะปลดปล่อยกันเต็มที่ ตะลาล้าาาา ส่วนตัวเราอยากไปเที่ยวเหนืออ่ะ ยังไม่เคยไปเหนือเลยอ่ะ จะอีสานจะใต้ก็ท่องมาละ ขอสัมผัสบรรยากาศเหนือๆบ้างได้ก่อ ว่าแล้วเราก็มาหาที่เที่ยวเด็ดๆกันดีกว่า เย้ๆๆ


อะไรเอ่ยยังไม่ได้สอบบ อะไรเอ่ยยังไม่ติดด อะไรเอ่ยยังไม่มีที่เรียนน แฮ่ 55555555555555555555

มาที่แรกกันเยยดีกว่าาา..

      ดอยอ่างข่าง

ตั้งอยู่ที่ตำบลอ่างขาง อำเภอฝาง ห่างจากเขตแดนไทยพม่าเพียง 5 กิโลเมตร การเดินทางไปตามทางหลวงหมายเลข 107 สายเชียงใหม่-ฝาง ประมาณกิโลเมตรที่ 137 จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าบ้านยางที่ตลาดแม่ข่า เข้าไปอีกประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นทางลาดยาง สูงและคดเคี้ยว ต้องใช้รถสภาพดีและมีกำลังสูง คนขับชำนาญ หรือจะหาเช่ารถสองแถวได้ที่ตลาดแม่ข่า

อะไรคือดอยอ่างข่าง อ่างข่างคืออะไรรร?
    อ่างขาง เป็นภาษาเหนือ หมายถึง อ่างสี่เหลี่ยม ชื่อมันก็ได้มาจากลักษณะพื้นที่เป็นแอ่งกระทะนี่แหละ ที่นี่ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร ทำให้อากาศบนดอยหนาวเย็นตลอดปีโดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม อากาศเย็นจนน้ำค้างกลายเป็นน้ำค้างแข็ง ถ้าเราจะไปก็ควรเตรียมเครื่องกันหนาวมาให้พร้อม เช่น หมวก ถุงมือ ถุงเท้า เสื้อกันหนาว แหม่จัดเต็มแฟชั่นโคเรียกันเลยแม่นก่อวัยรุ่นน ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวบนดอยที่น่าสนใจก็มีหลายที่นะ ถ้าสนใจก็ลองไปหาข้อมูลกันดูเนอะ



         ถนนดอกไม้ 

เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์จากอำเภอดอกคำใต้ไปจนถึงอำเภอจุน จังหวัดพะเยาจะเห็นดอกทองกวาวบานอยู่สองข้างทาง ในช่วงเวลาเช้าและเย็นของถนนเส้นนี้ มีระยะทางราว 20 กิโลเมตรนับจากกิโลเมตรที่ 5 เป็นต้นไปเป็นถนนสายดอกไม้ที่บานสวยที่สุดและยังเป็นจุดชมวิวที่มีสีสันตระการตา ดอกทองกวาว (Butea monosperma) มีสีแสดซึ่งมองเห็นเด่นชัดไปไกลสุดสายตา หูยยแค่คิดก็น่าไปแล้วว ได้ขับรถผ่านสักที ลมเย็นๆ บรรยากาศดีๆ คงก็รูู้สึกดีไม่น้อย การเดินทางถ้ามาจากจังหวัดพะเยา ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 และ1021 สู่ อำเภอดอกคำใต้แล้วมุ่งหน้าไปทางอำเภอจุน เลยอำเภอดอกคำใต้ไปประมาณ 4 กิโลเมตรจะเริ่มมีต้นทองกวาวขึ้น เรียงรายสองข้างทาง เอ้าา เลทโกกกกกกกกก



       กว๊านพะเยา

           กว๊าน หมายถึง หนองน้ำหรือบึงน้ำขนาดใหญ่ คำนี้มีใช้ในท้องถิ่นล้านนาเฉพาะที่จังหวัดพะเยาแห่งเดียวเท่านั้น หูยยสุดยอด ก็ตามชื่อ ที่นี่เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ รูปพระจันทร์เสี้ยวเกือบครึ่งวงกลม แหว่งทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ โอบล้อมดอยแม่ใจซึ่งเป็นภูเขาสูงยาว  เป็นแอ่งน้ำที่รวบรวมของลำห้วยต่างๆ ๑๘ สาย กรมประมงได้ตั้งสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยาขึ้นบริเวณต้นแม่น้ำอิงและสร้างฝายกั้นน้ำทำให้เกิดเป็นบึงขนาดใหญ่ กว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญที่สุดของจังหวัดพะเยา และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเนื้อที่ประมาณ ๑๒,๘๓๑ ไร่   เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ รวมทั้งปลานิล อันลือชื่อของจังหวัดพะเยา เห้ยเอาจริงๆนี่ไม่เคยรู้มาก่อน ทัศนียภาพโดยรอบ มีความร่มรื่น มองเห็นแนวทิวเขาสลับซับซ้อน งดงามมาก บริเวณริมกว๊านมีร้านอาหารและจัดเป็นสวนสาธารณะเหมาะที่จะไปนั่งเล่น พักผ่อนหย่อนใจในยามเย็น ชมพระอาทิตย์ตกริมกว๊านเป็นภาพที่สวยงามมาก และมีบริการนั่งเรือพายชมทัศนียภาพในกว๊านพะเยา ค่าโดยสารเรือพายคนละ 20 บาท ว่าแต่เขาให้ตกปลาได้รึเปล่าอ่ะ เอ้าไม่รู้ ใครสนใจ ใครชอบตกปลาหรืออะไรยังไงก็หาดูนะ



        สามเหลี่ยมทองคำ

            สามเหลี่ยมทองคำ ได้ยินชื่อแล้วก็นึกถึงคาบวิชาประวัติศาสตร์สมัยม.ต้น ที่นี่ตั้งอยู่ห่างจากเชียงแสนไปทางทิศเหนือ 9 กิโลเมตร เป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงซึ่งกั้นดินแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศลาว มาพบกับแม่น้ำรวก ซึ่งกั้นดินแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศพม่า จากจุดนี้นักท่องเที่ยวจะมองเห็นฝั่งพม่าและลาวได้ถนัดชัดเจน สามเหลี่ยมทองคำเป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่นักท่องเที่ยว จะเป็นเรื่องอะไรยังไงศึกษาต่อที่วิชาประวัติศาสตร์สถานีต่อไปค่ะ ติ๊งหน่องง ส่วนกิจกรรมท่องเที่ยวบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ก็จะมี ล่องเรือชมวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำโขง ค่าเช่าเรือก็จะประมาณ 300-400 บาท นั่งได้ 6 คน ที่นี่จะมีท่าเรือไว้บริการหลายท่า ค่าเรือขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกลนักท่องเที่ยวที่สนใจล่องแม่น้ำโขง ต่อด้วยนมัสการพระเชียงแสนสี่แผ่นดิน  ถ่ายรูปคู่กับซุ้มประตูสามเหลี่ยมทองคำ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่นี่มักไม่พลาดที่จะถ่ายรูปกับซุ้มประตูสามเหลี่ยมทองคำ ที่มีวิวแม่น้ำโขงเป็นฉากหลัง และสุดท้ายก่อนจะกลับก็ต้องแวะช้อปปิ้งซื้อของที่ระลึกกันซะหน่อย



         ภูเขาหินปะการัง  

        ภูเขาหินปะการังเกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลก และการชะล้างพังทลายของหิน มีลักษณะคล้ายปะการัง เป็นเส้นทางระยะสั้น แต่ค่อนข้างทรหดเพราะทางบางช่วงเป็นหินแหลมคม ผู้ที่มาท่องเที่ยวควรใส่รองเท้าผ้าใบให้รัดกุม แนะนำว่าควรเดินในช่วงเช้าที่ยังไม่มีแดดจัด ระหว่างทางจะพบแอร์ธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากลมพัดเอาความชื้นออกมาจากถ้ำโดยผ่านปากถ้ำแคบๆ จะทำให้ผู้ที่สัมผัสอากาศนี้รู้สึกเย็นเหมือนได้รับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ แต่มีความสดชื่นมากกว่า และเลยไปก็จะเป็นจุดชมวิวหินปะการัง ไปครับไปจะไปปปป ทรหดแค่ไหนพี่ก็จะทนนน อยากสัมผัสจังเลยครับบแอร์ธรรมชาติ




        ล่องแก่งลำน้ำว้า

       ยะฮู้วววว มาเล่นตะลุยกันให้เริงร่ากันหน่อยดีกว่า ล่องแก่งลำน้ำว้า.. อยู่ที่บ้านน้ำปุ๊ จังหวัดน่าน น้ำว้าเป็นลำน้ำขนาดใหญ่ น้ำใสไหลตลอดปี มีทัศนียภาพสวยงาม สองฝั่งเขียวชอุ่มไปด้วยป่าไม้ โขดหิน เกาะแก่งที่สวยงามและแก่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือแก่งหลวง มีหาดทรายขาวเหมาะสำหรับตั้งแคมป์มีบริการนั่งช้างชมธรรมชาติ ตลอดลำน้ำว้าไหลผ่านหุบเขา สองฝั่งเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนผ่านแก่งต่างๆ แก่งที่ใหญ่ที่สุดและยากที่สุด คือแก่งหลวง บางจุดของลำน้ำเป็นหาดทรายที่สามารถจอดแพเพื่อให้ลงเล่นน้ำ บางแห่งเป็นจุดปางช้างสำหรับขึ้นช้างต่อไปที่บ้านหาดไร่ เส้นทางล่องน้ำว้ามี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางล่องเรือยาง กับ เส้นทางล่องแพไม้ไผ่  ส่วนน้ำจะขึ้นสูงสุดช่วงเดือนสิงหาคม และน้อยที่สุดช่วงเดือนเมษายน ช่วงที่เหมาะที่สุดสำหรับการล่องแก่งน้ำว้าคือระหว่างเดือนพฤศจิกายน-มกราคมนะจ้ะเด็กๆ จะมาเที่ยวกันก็ดูหน่อย ถ้ามาช่วงเมษานี่สนุกกันเลยเชียวแหละ แหม่ 




           แก่งหลวง

    แก่งหลวงงงง อันนี้เราก็ตามรอยมาจากที่ไปล่องแก่งลำน้ำวามาเมื่อกี้ เขาบอกว่าเป็นแก่งที่สวมงามและน่าตื่นเต้นที่สุด ที่นี่เป็นบริเวณที่มีโขดหินใหญ่น้อยเรียงรายอยู่ในแม่น้ำยม ซึ่งเมื่อน้ำไหลมาปะทะจะเกิดฟองฝอยสาดกระเซ็นสวยงาม เหมาะสำหรับจัดกิจกรรมนั่งแพ และล่องแก่ง ไต่เชือกมีกิจกรรมที่เข้าเป็นฐานผจญภัยและยังเป็นจุดชมความงามของลำน้ำยมอีกแห่งหนึ่ง ก็นั่นแหละ ไหนๆก็ล่องแก่งลำน้ำว้าแล้ว ก็มาตามเส้นทางมาเล่นที่นี่ต่อ คุ้มจะตายยย เย้  




             ภูชี้ฟ้า

     ภูชี้ฟ้า ได้ถูกตั้งให้เป็นเป็นวนอุทยาน  พื้นที่เป็นยอดเขาสูงในเทือกเขาดอยผาหม่น ติดชายแดนไทย-ลาว 
ภูชี้ฟ้าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขานี้ มีหน้าผาสูงชันที่เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุด ในฤดูหนาวทิวทันศน์จะสวยงามเป็นพิเศษ หูยยเห็นรูปแล้วก็น่าไป อยากจะไปสัมผัสบรรยากาศจริงๆเลย ที่นี่ไม่มีบ้านพักแต่เขาอนุญาตให้เอาเต็นท์ไปกางได้ โดยทางวนอุทยานได้จัดสถานที่กับห้องสุขาไว้ให้พร้อมนะครับผม ใครสนใจก็ไปกันดู   นี่ๆเรามีเบอร์วนอทุยานภูชี้ฟ้ามาให้ (053) 714914 




             ถ้าน้ำลอด

          เห้ยยยย เราเคยเห็นรูปนี้ผ่านๆ คือเราชอบนะเราว่ามันสวยอ่ะ อยากไปปป เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าอยู่ภาคเหนือ  ที่นี่ตั้งอยู่ที่ตำบลถ้ำลอด จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญปัจจุบันอยู่ในความดูแลของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มแม่น้ำปาย มีสถานที่น่าสนใจคือ  “ถ้ำลอด” ซึ่งมีลำห้วยชื่อ น้ำลาง ไหลลอดภูเขาไปทะลุออกอีกด้านหนึ่งทำให้เกิดเป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยสวยงาม เอ้าใครสนใจก็ศึกษาหาข้อมูลกันดูนะ





 สถานที่สุดท้ายของเราในวันนี้... ปาย
      ทำไมถึงเลือกปายเป็นสุดท้ายย ไม่รู้ดิ นึกถึงเหนือก็คงนึกถึงปายมั้ง แบบก็พอจะรู้อ่ะว่าปายอยู่เหนือ ไม่รู้อ่ะพูดไม่ถูก มีช่วงนึงอยู่หนิที่ปายบูมๆ ตอนที่หนังอะไรเข้าฉายนะ นั่นแหละ เอาจริงๆเมืองปายก็เป็นเมืองเล็ก ๆ ประกอบด้วยเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวหนุ่มสาวชาวต่างชาติมาเที่ยว และอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากเหมือนตรอกข้าวสารในกรุงเทพฯ แต่เงียบสงบน่าอยู่กว่า  บ้านเรือน ร้านค้าทำจากไม้สัก ใบตองตึงและสังกะสีดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจ เมืองปายมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายที่นะ สนใจก็ไปกันดูนะครับบบบ



      จริงๆแล้วภาคเหนือก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายที่เลยนะ จากที่เราดูๆส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกอุทยาน วัดก็มีเยอะนะ แต่ที่เราเอามาเราเน้นที่เราสนใจ เอาจริงๆมันมีอีกเยอะเลย ถ้าเราเอามาหมดมันจะยาวไปนะ5555 ก็ใครอยากจะไปไหน อะไร ยังไง ก็ลองหาข้อมูลดูกันนะ ส่วนนี่ก็ได้แค่ดูสถานที่คร่าวๆไม่ได้มีข้อมูลอะไร  แล้วที่เราดูๆมาจะเป็นพวกแบบที่่เที่ยวๆหน่อย ธรรมชาติๆมากกว่า เราชอบนะเสพธรรมชาติ แต่ถ้าจะไปกันจริงๆก็คงต้องเลือกจังหวัดกันหน่อย จะไปจังหวัดไหนก็ลองหาสถานที่ในจังหวัดนั้นดู ไปครั้งนึงเราคงเที่ยวหมดทุกจังหวัดทั้งภาคไม่ได้หรอกมั้งง55555

สุดท้ายแล้วว...
ก่อนจะไปก็ศึกษาเส้นทางอะไรกันให้ดีๆล่ะ เที่ยวให้สนุกนะกั้ปปป Have a good trip!






   อ้างอิง
  










http://www.thaigoodview.com/files/u102501/lets-go-3.png